ชื่อเข้าใช้งาน

รหัสผ่าน

ความต้องการใช้น้ำ


      การประเมินความต้องการใช้น้ำของจังหวัดเชียงใหม่สำหรับกิจกรรมต่างๆ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ความต้องการน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อการท่องเที่ยว และเพื่อรักษาสมดุลนิเวศวิทยาท้ายน้ำ โดยความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรได้รวมความต้องการน้ำในโครงการชลประทานและความต้องการน้ำในพื้นที่ชลประทานราษฎร์เข้าไว้ด้วยกัน ผลจากการประเมินความต้องการใช้น้ำจะนำมาเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำต้นทุนในระบบวิเคราะห์สมดุลน้ำ ผลการศึกษาจะแสดงสภาพสถานะความเพียงพอหรือการขาดแคลนน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เห็นภาพสภาวะการจัดสรรน้ำในปัจจุบันและอนาคตในแต่ละด้านของแต่ละระบบลุ่มน้ำ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดเชียงใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
1. ความต้องการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน
      ความต้องการน้ำเพื่อการชลประทาน ประกอบด้วยความต้องการน้ำเพื่อโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก สูบน้ำด้วยไฟฟ้าและพื้นที่ชลประทานราษฎร์ โดยผลการประเมินความต้องการน้ำเพื่อโครงการชลประทานประเภทต่างๆ และสัดส่วนความต้องการน้ำเพื่อโครงการชลประทานต่างๆ ต่อความต้องการน้ำเพื่อการชลประทานทั้งหมดทั้งในสภาพปัจจุบันและอนาคต
      ความต้องการน้ำเพื่อการชลประทานแยกเป็น 3 กลุ่มโครงการ ได้แก่
1)            โครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 30,000 ไร่
2)            โครงการขนาดกลางที่มีพื้นที่น้อยกว่า 30,000 ไร่ โครงการชลประทานขนาดเล็กและโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า
3)            โครงการชลประทานราษฎร์หรือพื้นที่เกษตรที่มีศักยภาพในการใช้น้ำจากลำน้ำ
      ความต้องการน้ำเพื่อการชลประทานดังแสดงพื้นที่และปริมาณความต้องการน้ำในตารางที่ 2-9
 
ตาราง : ปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการชลประทานตามลุ่มน้ำที่สำคัญ
ลุ่มน้ำ
โครงการขนาดใหญ่และขนาดกลาง
ขนาดเล็กและสูบน้ำด้วยไฟฟ้า
ชลประทานราษฎร์
พื้นที่ชลประทาน(ไร่)
ต้องการน้ำ
(ล้าน ม3/ปี)
พื้นที่ชลประทาน (ไร่)
ต้องการน้ำ
(ล้าน ม3/ปี)
พื้นที่ชลประทาน (ไร่)
ต้องการน้ำ (ล้าน ม3/ปี)
ลุ่มน้ำแม่กลาง
-
-
29,185
50.84
28,500
38.44
ลุ่มน้ำแม่กวง
175,000
315.64
100,940
88.4
43,000
54.59
ลุ่มน้ำแม่ขาน
-
-
89,049
118.04
45,470
70.31
ลุ่มน้ำแม่งัด
30,000
55.34
52,962
54.7
24,900
28.75
ลุ่มน้ำแม่แจ่ม
-
-
42,614
84.71
55,177
55.33
ลุ่มน้ำแม่ตื่น
-
-
39,614
48.48
40,000
20.58
ลุ่มน้ำแม่แตง
148,000
218.98
23,067
30.31
39,859
41.69
ลุ่มน้ำแม่ทา
-
-
61,990
72.99
25,200
14
ลุ่มน้ำปิงส่วนที่ 1
-
-
39,935
55.72
28,300
29.54
ลุ่มน้ำปิงส่วนที่ 2
114,900
241.25
61,650
125.54
23,200
52.18
ลุ่มน้ำปิงส่วนที่ 3
-
-
70,360
111.18
43,709
63.29
ลุ่มน้ำแม่ริม
-
-
19,390
23.22
10,400
13.86
ลุ่มน้ำแม่ลี้
-
-
125,713
82.45
10,050
10.85
ลุ่มน้ำแม่หาด
-
-
39,517
52.53
11,200
18.51
รวม
467,900
831
795,986
999
428,965
512
 ที่มา :กรมทรัพยากรน้ำ 2546
 
2. ความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
      การประเมินความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคคำนวณได้จากอัตราการใช้น้ำคูณกับจำนวนประชากร โดยจำนวนประชากรได้ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจำนวนประชากร อัตราการเปลี่ยนแปลงและความหนาแน่นของประชากร จำแนกตามเขตการปกครองเป็นรายอำเภอ โดยข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลล่าสุดถึงปี พ.ศ.2552 ในส่วนของอัตราการใช้น้ำจะแตกต่างกันในแต่ละประเภทชุมชนซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) ชุมชนชนบท คิดจากประชากรที่อยู่นอกเขตเมือง เช่น นอกอำเภอเมือง นอกเขตเทศบาล นอกเขตสุขาภิบาล โดยคำนวณจากอัตราการใช้น้ำในเขตชนบทโดยทั่วไปของประเทศไทยมีค่าประมาณ 100 ลิตรต่อคนต่อวัน ในปัจจุบันและ 120 ลิตรต่อคนต่อวันในอนาคต ซึ่งถูกกำหนดโดยอาศัยความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (จปฐ) และการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา
2) เขตเมือง แบ่งตามขนาดกลุ่มประชากรดังแสดงในตารางต่อไปนี้ โดยคำนวณจากอัตราการใช้น้ำเฉลี่ยของประชากรในเขตบริการของการประปาส่วนภูมิภาคโดยใช้สถิติย้อนหลัง 14 ปี (พ.ศ.2529-2542)
 
ตาราง : อัตราการใช้น้ำ
จำนวนประชากรในเขตชุมชนเมือง (คน)
อัตราการใช้น้ำ (ลิตร/คน/วัน)
3,000 – 10,000
120
10,001 – 20,000
170
20,001 – 30,000
200
30,001 – 50,000
250
มากกว่า 50,000
300
 ที่มา : การประปาส่วนภูมิภาค ปี 2529-2542
 
      ผลการประเมินความต้องการเพื่อการอุปโภคบริโภครายปีในลุ่มน้ำสาขาแม่งัดในภาพรวมในสภาพปัจจุบันในปี พ.ศ.2553 
ตาราง : ความต้องการอุปโภคบริโภค
 
ในเขตเทศบาล
นอกเขตเทศบาล
รวม
จำนวนประชากร (คน)
599,846
1,032,702
1,632,548
ความต้องการใช้น้ำ (ล้าน ลบ.ม./ปี)
65.68
37.69
103.38
ที่มา : ข้อมูลจำนวนประชากรจากกระทรวงมหาดไทย ปี 2552

3. ความต้องการน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว
1) ความต้องการน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม การประเมินความต้องการน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ อุตสาหกรรมทั่วไปและนิคมอุตสาหกรรม โดยความต้องการน้ำของโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมจะใช้อัตราการใช้นำตามมาตรฐานของการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย คือ 7 ลบ.ม.ต่อไร่ต่อวัน โดยคิดวันทำงาน 300 วันต่อปี สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม การประเมินความต้องการน้ำโดยได้รวบรวมข้อมูลจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละประเภทจากรายงานทำเนียบโรงงานอุตสาหกรรมของจังหวัดต่างๆ จากนั้นนำมาคูณกับอัตราการใช้น้ำต่อผลผลิตของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท
2) ความต้องการน้ำเพื่อการท่องเที่ยว การประเมินความต้องการน้ำเพื่อการท่องเที่ยวในปัจจุบันคำนวณได้โดยนำจำนวนนักท่องเที่ยวในปัจจุบันปี พ.ศ. 2552 ที่ได้จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคูณกับอัตราการใช้น้ำของนักท่องเที่ยวคูณกับจำนวนวันพักแรม ในการคำนวณความต้องการใช้น้ำเพื่อการท่องเที่ยวถือว่านักท่องเที่ยวเท่านั้นที่มีความต้องการใช้น้ำ ส่วนนักทัศนาจรถือว่ามีความต้องการใช้น้ำปริมาณน้อยมากจนจัดว่าไม่มีนัยสำคัญต่อการคาดประมาณความต้องการใช้น้ำ โดยทำการแยกนักท่องเที่ยวออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.นักท่องเที่ยว คือ ผู้มาท่องเที่ยวแบบค้างคืน และ 2.นักทัศนาจร คือ ผู้มาท่องเที่ยวแบบไม่ค้างคืน
      สำหรับอัตราการใช้น้ำของนักท่องเที่ยวนั้นพิจารณาใช้ผลการศึกษาแผนหลักพัฒนาการท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งได้กำหนดอัตราการใช้น้ำของนักท่องเที่ยวเท่ากับ 300 ลิตรต่อคนต่อวัน ดังนั้นจึงได้ใช้อัตราการใช้น้ำดังกล่าวในการคิดคำนวณ และประเมินความต้องการใช้น้ำในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ดังตารางที่ 2-12
 
ตาราง : ความต้องการน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว
ความต้องการน้ำ
จำนวน
ความต้องการน้ำ (ล้าน ลบ.ม./ปี)
การอุตสาหกรรม (ไร่)
8,057.40
16.92
จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)
1,777,682
0.53
 ที่มา 1 : พื้นที่อุตสาหกรรมจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจังหวัดเชียงใหม่ 2553
ที่มา 2 : จำนวนนักท่องเที่ยวจากระบบฐานข้อมูล ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ
 
จากตาราง ทำให้ทราบถึงความต้องการน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมประมาณ 16.92 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และการท่องเที่ยวประมาณ 0.53 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
 
4. ความต้องการน้ำเพื่อรักษาสมดุลนิเวศวิทยาท้ายน้ำ
      ในจังหวัดเชียงใหม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ซึ่งในสภาพปัจจุบันได้ปล่อยน้ำเพื่อรักษาสมดุลนิเวศวิทยาท้ายน้ำเท่ากับ 3.8 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 119.84 ล้านลบ.ม.ต่อปีและอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้ปล่อยน้ำเพื่อรักษาสมดุลนิเวศวิทยาท้ายน้ำโดยกำหนดให้เท่ากับปริมาณน้ำท่าไหลต่ำสุดในฤดูแล้ง เท่ากับ 0.28 ลบ.ม. ต่อวินาที หรือ 8.80 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง คือ อ่างเก็บน้ำบ้านแม่ตะไคร้ ซึ่งในสภาพปัจจุบันได้กำหนดให้ปล่อยน้ำเพื่อรักษาสมดุลนิเวศ วิทยาท้ายน้ำเท่ากับ 0.01 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 0.28 ล้าน ลบ.ม.ต่อปีและอ่างเก็บน้ำแม่ตูบ ซึ่งในสภาพปัจจุบันได้ปล่อยน้ำเพื่อรักษาสมดุลนิเวศวิทยาท้ายน้ำเท่ากับ 0.06 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 1.99 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และอำเภอที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือขนาดกลางที่สำคัญ จะกำหนดให้ปล่อยน้ำเพื่อรักษาสมดุลนิเวศวิทยาท้ายน้ำ ที่ประเมินจากปริมาณน้ำท่าไหลต่ำสุดในฤดูแล้ง